วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2558

แพทย์และพยาบาลความท้าทายในตลาดศูนย์กลางสุขภาพ AEC


 เนื่องจากในปี2558 ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การเปิดเสรีการค้าด้านบริการของอาเซียน ประกอบกับนโยบายการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติของประเทศไทยประกอบกับนั้นมีประเด็นปัญหาด้านบุคลากรเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านการแข่งขันในตลาดแรงงาน และการทําธุรกิจการลงทุนในด้านต่างๆ ประเทศไทยต้องมีการ เตรียมความพร้อมในด้านนี้เป็นอย่างยิ่ง การลงทุนในมนุษย์เป็นการลงทุนด้านทรัพยากรที่สําคัญ โดยเฉพาะด้านการบริการทางการแพทย์ทางทันตกรรม ทางการพยาบาลเนื่องจากมีการลงทุนที่สูงและมีการอบรมขั้นสูงต่อเนื่องโดยต้องอาศัยร่างกายมนุษย์ประกอบการศึกษาและอบรม การพัฒนาทางเทคโนโลยีทางการแพทย์และยา ต่างก็มีต้นทุนที่สูงทั้งการลงทุนในภาคเอกชนและรัฐ อัตราค่าตอบแทนในภาครัฐที่ไม่สมดุลไม่สะท้อนต่อตลาดแรงงาน จึงเป็นประเด็นที่ทําให้เกิดความ ขัดแย้งในสังคมในปัจจุบัน
ถึงแม้ว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติอันดับต้นๆ ของเอเชีย มีผู้ป่วยชาวต่างชาติมารับบริการรักษา พยาบาลไม่ต่ำกว่าปีละ 1 ล้านคนโดยเฉลี่ย ในช่วงที่ผ่านมาซึ่งมีส่วนสร้างรายได้ และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ แต่มีความ จําเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาระบบสุขภาพ และส่งเสริมให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพตลอดจนส่งเสริมให้ภาคเอกชนและชุมชน มีส่วนร่วมในการพัฒนาสุขภาพและการจัดบริการสาธารณสุขนอกเหนือจากความจําเป็นที่จะต้องสนับสนุนระบบบริการสาธารณสุขที่มุ่งเน้นประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก
ปัญหาที่เกิดขึ้นคือทรัพยากรด้านสุขภาพของประเทศมีอยู่อย่างจํากัด และปัจจุบันบุคลากรสาธารณสุขโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคลากรทางการแพทย์และพยาบาล มีความขาดแคลนในภาพรวม อีกทั้งมีการ กระจายตัวทางภูมิศาสตร์ที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้การผลิตบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลเกือบทั้งหมดอยู่ในภาครัฐ ซึ่งได้รับงบประมาณจากเงินภาษีของแผ่นดิน บุคลากรทางการแพทย์และพยาบาล จึงมีพันธกิจหลักในการให้บริการสุขภาพเพื่อประชาชนคนไทยเป็นสําคัญ

อย่างไรก็ตาม การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติถึงแม้อาจมีส่วนทําให้แพทย์ไทยที่ทํางานต่างประเทศจํานวนหนึ่งกลับเข้ามาทํางานในประเทศไทย ขณะเดียวกันนโยบายนี้และระบบที่เป็นอยู่ทําให้เกิดการดึงแพทย์จากโรงพยาบาลรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาล ที่เป็นโรงเรียนแพทย์ไปสู่สถานพยาบาลในภาคเอกชน ส่งผลกระทบต่อการรักษาพยาบาล การเรียนการสอน และภาระงานในภาครัฐ
ในปัจจุบัน การเปิดเสรีทางการศึกษาและบริการสุขภาพและการย้ายถิ่นให้บริการทางวิชาชีพระหว่างไทยกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นยังมีขอบเขตจํากัด มีการกีดกันภายในประเทศ นอกเหนือจากอุปสรรคในประเทศปลายทางด้านภาษาและปัญหาเกี่ยวกับ ข้อตกลงในสัญญาว่าจ้าง ในขณะเดียวกันสําหรับในประเทศไทยในฐานะประเทศต้นทางนั้น ความต้องการในการโยกย้ายถิ่นฐานไปให้บริการในต่างประเทศยังไม่ใช่กระแสหลัก เนื่องด้วยเหตุผลหลายประการ ซึ่งที่สําคัญได้แก่ความต้องการทํางานเพื่อ รับใช้คนในชาติยังเป็นจุดยืนสําคัญของบุคลากรทั้งทางการแพทย์และพยาบาล ความรู้สึกว่าไม่ต้องการแยกจากครอบครัว ยังคงพบได้ทั่วไป ข้อจํากัดด้านความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานนอกประเทศ และอายุ ทั้งนี้หลักสูตรและเงื่อนไขภายหลังจบการศึกษาของไทย ยังไม่เอื้อต่อการแข่งขัน เชิงธุรกิจการศึกษาระดับภูมิภาคเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งสําคัญอย่างสิงคโปร์หรือฟิลิปปินส์

อย่างไรก็ตาม ในการเตรียมความพร้อม ที่เหมาะสมรองรับการเปิดเสรีการค้าบริการของอาเซียนและการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติของไทยพบว่า กลุ่มผู้จ้างงานต้องการให้บุคลากรทั้งทางการแพทย์และพยาบาลของไทยมีทักษะและองค์ความรู้ใหม่ๆ ในการรักษาและบริการ มีทักษะด้านภาษาและ การสื่อสารที่ดีเข้าใจกฎหมาย มีพฤติกรรมในการให้บริการที่ดีและที่มีจรรยาบรรณ ในขณะที่กลุ่มผู้ผลิตบุคลากรทั้งทางการแพทย์และพยาบาลของไทยเห็นว่า การเตรียมความพร้อมที่เหมาะสมรองรับการเปิดเสรีการค้าบริการของอาเซียนและการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติของไทยจําเป็นต้องเน้นที่การปรับปรุงหลักสูตรตามมาตรฐานสากล และการเป็น Thailand Nursing Education Hub ส่วนกลุ่ม
นักศึกษาแพทย์และพยาบาลวิชาชีพ เห็นว่า ในการเตรียมความพร้อมที่เหมาะสมรองรับการเปิดเสรีการค้าบริการของอาเซียนและการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติของไทยนั้น ต้องการผู้รู้มาชี้แนะช่องทาง ให้เห็นโอกาสที่ดีกว่าของความเป็นนานาชาติและการพัฒนาภาษาอังกฤษของผู้ให้บริการวิชาชีพนี้

ข้อค้นพบข้างต้นเป็นผลจากวิธีวิจัยแบบผสม ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยการวิจัยเชิงคุณภาพได้ใช้ข้อมูลทั้งในระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิประกอบด้วยการวิจัยเอกสารและการวิจัยภาคสนามรวมทั้งการสัมภาษณ์เชิงลึก และการประชุมระดมสมอง ในโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาและการผลิตบุคลากรในการให้บริการสุขภาพเพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียนภาคการค้าบริการ” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 5 ประการคือ
1.เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานด้านแนวทางและกรอบกติกาการเปิดเสรีทางการศึกษาและการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนของบุคลากร การบริการสุขภาพด้านการแพทย์และพยาบาลในกรอบความตกลงการค้าบริการของอาเซียน (AFAS)
2.เพื่อศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบแนวทางการผลิตบุคลากรวิชาชีพทางการแพทย์และพยาบาล ของสิงคโปร์และฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการแข่งขัน
3.เพื่อศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยดึงดูดในประเทศไทยที่มีผลต่อการเข้ามาให้บริการทางวิชาชีพของแพทย์และพยาบาลต่างชาติรวมถึงการวิเคราะห์ปัจจัยผลักในประเทศไทยที่ส่งผลต่อการออกไปแข่งขันให้บริการทางวิชาชีพในประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นของแพทย์และพยาบาลไทย
4.เพื่อศึกษาแนวทางทางการเตรียมความพร้อมของสถาบันการศึกษาและหลักสูตรการเรียนการสอนด้านการแพทย์และพยาบาลของไทยรองรับทางการเปิดเสรีทางการศึกษาและการบริการสุขภาพ
5.เพื่อเสนอแนวทางเชิงนโยบาย ต่อการปรับตัวของสถาบันการศึกษาด้านการแพทย์และพยาบาลของไทยรองรับตลาดแรงงานทางวิชาชีพด้านบริการสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไปในบริบทการเปิดเสรีทางการศึกษาและการบริการสุขภาพของประชาคมอาเซียน


ที่มา: http://www.thai-aec.com/957#ixzz3OOT7kJqQ

วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556

อาชีพในอนาคต


อาชีพที่ผมที่ใฝ่ฝันที่จะทำในอนาคต ก็คือ อาชีพนักธุรกิจ เพราะ เป็นอาชีพที่สามารถทำรายได้ดี และเมื่อประสบความสำเร็จก็จะมีความมั่นคงสูง สามารถต่อยอดได้ต่อไปเรื่อยๆ

ลักษณะงานของอาชีพนักธุรกิจ
1. บริหารงานในส่วนที่รับผิดชอบ
2. การบริหารงานทั่วไป
3. การจัดสรรทรัพยากรให้มีคุณภาพ
4. การวางแผนธุรกิจ
5.การวิเคราะห์จุดบกพร่องของการบริหาร
คุณลักษณะของนักธุรกิจที่ดี
1.แต่งกายสุภาพ สะอาดตา
2.มีอัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส
3.มีความเชื่อมั่นในตัวเอง
4.เป็นผู้มีไหวพริบที่ดี
5.เป็นผู้ฟังและผู้พูดที่ดี
6.เป็นคนมองการณ์ไกล
7.มึความอดทน
8.กล้าได้กล้าเสีย
9.มีความรับผิดชอบ
10.มีความซื่อสัตย์สุจริต

นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน
บิล เกตส์ เจ้าของบริษัทไมโครซอร์ฟ

วอร์เรน บัฟเฟตต์ CEOที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของโลก

การ์โลส สลิม นักธุรกิจสื่อสารในเม็กซิโก




วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2556

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว(พระบรมมหาราชวัง)


พระที่นั่งบรมพิมาน
 สวัสดีครับ กระผม วิจักขณ์ฤทธิ์ จิวจินดา วันนี้ผมจะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย และเป็นสถานที่ที่ชาวต่างชาติจากทุกสารทิศนิยมมาท่องเที่ยว เป็นสถานที่ที่อยู่บนเกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งผมได้ไปเที่ยวชมมา เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2556 นั้นก็คือ พระบรมมหาราชวัง(The grand Palace)  ก่อนอื่นต้องขอเล่าที่มาที่ไปของพระบรมมหาราชวังเสียก่อนนะครับ 

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
      พระบรมมหาราชวัง สร้างขึ้นในปีพ.ศ.2325 พร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ และเป็นศูนย์การปกครองในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตลอดจนมีการสร้างอารามในพระราชวังหลวง คือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว) ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรัตนปฏิมากร หรือ ที่รู้จักกันดีในชื่อของ พระแก้วมรกต ซึ่งได้อันเชิญมาจากประเทศลาว
พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
ปัจจุบันพระบรมมหาราชวังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่16ของโลก และปัจจุบันก็ยังได้รับความนิยมอยู่นะครับ โดยพระบรมมหาราชวังจะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 08.30 - 16.30น. ปิดให้เข้าชมในวันที่มีพระราชพิธีสำคัญนะครับ ส่วนค่าบัตรนั้น คนไทยไม่เสียค่าใช้จ่าย ส่วนชาวต่างชาติ เสียคนละ 350 บาทนะครับ ในการเข้าชมควรแต่งกายให้สุภาพ เพื่อให้เกียรติต่อสถานที่ และปฏิบัติตามกฎการเข้าชมอย่างเคร่งครัดด้วยนะครับ
ปราสาทพระเทพบิดร
   ซึ่งในส่วนของพระบรมมหารราชวัง ที่สามารถเข้าชมภายในได้นั้นก็คือ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และ พระที่นั่งอมรินทราวินิจฉัย แล้วก็ถ้าเป็นวันสำคัญบางโอกาสที่มีการเปิดปราสาทพระเทพบิดรอีกด้วยนะครับ ส่วนพระที่นั่งองค์อื่นๆ สามารถชมความงามได้ส่วนภายนอกเท่านั้นนะครับ ซึ่งสถาปัตยกรรมในพระบรมมหาราชวังนั้น ได้จำลองมาจากพระราชวังหลวง ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีความงดงาม ควรแก่การอนุรักษ์รักษาไว้ให้คงอยู่ต่อไปอีกนาน 

รูปปั้นจีนหน้าพระที่นั่งอมรินทราวินิจฉัย
 ส่วนวิธีการเดินทางมาเยี่ยมชมพระบรมมหาราชวังมีหลายวิธีด้วยกัน อาทิ รถเมล์ รถแท๊กซี่ เป็นต้น แล้วก็เข้าทางประตูวิเศษไชยศรีนะครับ ซึ่งบริเวณรอบๆพระบรมมหาราชวังยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย เช่น สนามหลวง วัดโพธิ์ มิวเซียมสยาม ท่าพระจันทร์ เป็นต้น นะครับ

 ประตูพิมานไชยศรี
ประตูพิมานไชยศรี ประตูสู่พระบรมมหาราชวัง สร้างในสมัยรัชกาลที่5

 ยักษ์หน้าประตูทางเข้าวัดพระแก้ว

 พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
  สุดท้ายนี้ก็อยากให้เพื่อนๆทุกๆคนลองมาสัมผัสความงามของพระราชวังหลวงที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทยแห่งนี้นะครับ 

จัดทำโดย นายวิจักขณ์ฤทธิ์ จิวจินดา ห้อง844 เลขที่42


วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552